skip to Main Content

ประวัติสโมสร ลิเวอร์พูล กองทัพเครื่องจักรสีแดง ผู้กวาดแชมป์ยุโรปมาถึง 5 สมัย

ถ้าพูดถึงสโมสรที่มีแฟนบอลมากที่สุดในโลกทีมหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานและผลิตนักเตะที่เป็นตำนานมาโลดแล่นอยู่ในโลกฟุตบอลอย่างมากมาย คงไม่พ้นทีมจาก เมอร์ซีไซด์ อย่าง ลิเวอร์พูล

ufabet

ลิเวอร์พูล เป็นสโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ตั้งอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูล เทศมณฑลเมอร์ซีไซด์ โดย ลิเวอร์พูล เป็นหนึ่งในทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอังกฤษ สามารถครองแชมป์ดิวิชั่น 1 ได้ถึง 18 ครั้ง ครองแชมป์ยูโรเปียนคัพ 5 ครั้ง ยูฟ่าคัพ 3 ครั้ง ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 3 ครั้ง และฟุตบอลลีกคัพซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศอังกฤษ อีก 8 ครั้ง

จุดเริ่มต้นของสโมสร ลิเวอร์พูล เริ่มต้นจาก จอห์น โฮลดิง นักธุรกิจชาวเมือง ลิเวอร์พูล ได้เช่าพื้นที่บริเวณ แอนฟิลด์ โรด เพื่อใช้สร้างสนามฟุตบอล และเมื่อสร้างเสร็จได้ให้ เอฟเวอร์ตัน เช่าเป็นสนามแข่งขันฟุตบอล และเมื่อ เอฟเวอร์ตัน ได้เข้าสู่สมาชิกฟุตบอลลีก จอห์น โฮลดิง พยายามจะเข้าไปบริหารงานใน เอฟเวอร์ตัน และได้เพิ่มค่าเช่าสนามที่ทีมฟุตบอลได้เช่าอยู่

ทางฝ่ายกลุ่มผู้บริหารของ เอฟเวอร์ตัน จึงยกเลิกสัญญาเช่าสนามฟุตบอล และได้ย้ายสนามไปอีกฝากของสวนสาธารณะสแตนลีย์พาร์ก เพื่อไปสร้างสนามเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อสนามว่า กูดิสันพาร์ค ดังนั้น จอห์น โฮลดิง จึงต้องการสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และ จอห์น โฮลดิง จึงไปชวนเพื่อนสนิทของเขาชื่อ จอห์น แมคเคนน่า มาทำหน้าที่ประธานสโมสรและได้ตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า Liverpool Football Club

หลังจากที่สโมสร ลิเวอร์พูล ก่อตั้งได้ไม่นาน ก็ได้ทำการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่อง ซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีม ลิเวอร์พูล กับทีม ร็อตเตอร์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีม ลิเวอร์พูล ชนะไปด้วยผลการแข่งขัน 7-1 จากนั้นได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์ ปรากฏว่า ลิเวอร์พูล ลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกซึ่งได้รับการยอมรับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดิวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1893-1894 สโมสรจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซีย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้

สโมสร ลิเวอร์พูล ได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางในฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2 ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1893 โดย ลิเวอร์พูล ออกไปเยือนทีม มิดเดิลสโบรห์ และ ลิเวอร์พูล สามารถได้แชมป์มาครองโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ หรือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน และลงแข่งขันที่สนามของ แบล็คเบิร์น ซึ่ง ลิเวอร์พูล เอาชนะไปได้ 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุด

ลิเวอร์พูล ก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรแนวหน้าของอังกฤษอย่างรวดเร็วจนประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศครั้งแรกในฤดูกาล 1900/01 ครั้งที่สองในฤดูกาล 1905/06 ครั้งที่ 3 และ 4 เป็นแชมป์สองฤดูกาลติดในฤดูกาล 1921/22 กับ 1922/23แชมป์ลีกสูงสุดครั้งที่ 5 คือฤดูกาล 1946/47

อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูล พบกับช่วงตกต่ำต้องไปเล่นในในดิวิชัน 2 ในฤดูกาล 1953/54 ภายหลังจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสโมสรโดยได้แต่งตั้ง บิล แชงก์ลี เป็นผู้จัดการทีมและได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมาก จนประสบความสำเร็จได้เลื่อนชั้นในฤดูกาล 1961/62 และได้แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้งในฤดูกาล 1963/64 หลังจากรอคอยมานานถึง 17 ปี

บิล แชงก์ลี คว้าแชมป์เอฟเอคัพเป็นถ้วยแรกของ ลิเวอร์พูล ในปี 1964 และคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 อีกครั้งในฤดูกาลต่อมา ปี 1965 ความสำเร็จของ บิล แชงก์ลี ยังเดินหน้าต่อไป เมื่อ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ พร้อมแชมป์ ดิวิชั่น 1 ได้ในปี 1972 และถ้วยเอฟเอ คัพ อีกครั้งในปี 1973 หลังจากนั้น บิล แชงก์ลี ขอวางมือจากสโมสร โดยให้ผู้ช่วยของเขาสืบทอดตำแหน่ง ผู้จัดการทีมแทน นั่นคือ บ็อบ เพสส์ลี

ลิเวอร์พูล ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมที่สำคัญ 2 ครั้ง ครั้งแรกที่โศกนาฏกรรมเฮย์เซลเมื่อปี ค.ศ. 1985 แฟนฟุตบอลทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันส่งผลให้อัฒจันทร์พังลงมา มีผู้เสียชีวิต 39 คน เป็นแฟนบอลยูเวนตุส ชาวอิตาลี 32 คน, เบลเยียม 4 คน, ฝรั่งเศส 2 คน, และไอร์แลนด์ 1 คน และส่งผลให้ ลิเวอร์พูล ถูกสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรปแบนเป็นเวลา 6 ปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1989 เกิดโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร แฟนบอลของลิเวอร์พูล 96 คนเสียชีวิต เนื่องจากมีคนแออัดเข้ามาชมเกมมากเกินความจุจึงทำให้อัฒจันทร์ยืนได้พังลงมา

หลังจากได้แชมป์ลีกสูงสุดในปี 1990 ลิเวอร์พูล ต้องประสบกับความซบเซาในช่วงหนึ่ง คือได้เพียงเอฟเอคัพ 1 ใบ ปี 1992 กับลีกคัพ 1 ใบ ในปี 1995 แต่ก็ฟื้นฟูขึ้นมาได้เมื่อ ลิเวอร์พูล สามารถคว้าแชมป์บอลถ้วยทั้งในระดับประเทศและระดับทวีปถึง 3 แชมป์ คือ ลีก คัพ, เอฟเอ คัพ รวมทั้ง ยูฟ่า คัพ ได้ในปี 2000 และในปี 2001 เป็นปีที่ ลิเวอร์พูล คว้าถ้วย ยูฟ่า ซุปเปอร์คัพ ด้วยการเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ที่เป็นแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในปีนั้น รวมทั้งเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับตัวฉกาจในถ้วยคอมมูนิตี้ ชิลด์ ก่อนเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก

ถือเป็นปีที่หอมหวานปีหนึ่งของสาวก เดอะ ค็อป โดยมีนักเตะสำคัญยุคนั้นอย่าง ไมเคิล โอเว่น, เอมิล เฮสกี, สตีเวน เจอร์ราร์ด, ซามี ฮูเปีย ,ยอร์น อาร์เน รีเซ เป็นต้น และได้ เฌราย์ อูริเย มาเป็นผู้จัดการทีม โดยผลงานเป็นชิ้นเป็นอันส่งท้ายคือ การนำทีม ลิเวอร์พูล เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปได้ในรอบชิงบอลถ้วย ลีก คัพ ในฤดูกาล 2002/03

แชมป์ที่ยิ่งใหญ่ของ ลิเวอร์พูล เกิดขึ้นในปี 2005 ที่เอาชนะ เอซี มิลาน ไปได้ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งที่ 5 ของ ลิเวอร์พูล ซึ่งถือเป็นแมตช์ประวัติศาสตร์ในฟุตบอลยุโรปเลยทีเดียว เมื่อ ลิเวอร์พูล โดน เอซี มิลาน ยิงนำไปก่อนถึง 3-0 แต่กลับมาไล่ตีเสมอเป็น 3-3 และดวลจุดโทษเอาชนะไปได้ แถมยังเป็นทีมจากอังกฤษที่ได้ครองถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มากที่สุดถึง 5 สมัย โดยมีนักเตะคนสำคัญทั้ง สตีเวน เจอร์ราร์ด, ซาบี อลอนโซ, เจมี คาร์ราเกอร์ โดยผู้จัดการทีมในตอนนั้นคือ ราฟาเอล เบนิเตซ

ต่อมาในฤดูกาล 2005/06 ลิเวอร์พูล ของราฟาเอล เบนิเตซ ได้ทำให้แฟนบอลต้องลุ้นอีกครั้ง ในนัดชิง เอฟเอ คัพ เมื่อต้องอาศัยลูกยิงมหัศจรรย์ของ สตีเวน เจอร์ราร์ด ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บตีเสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด คู่ชิงแชมป์ในปีนั้นทำให้เสมอกันที่ 3-3 ต้องตัดสินแชมป์ด้วยการยิงจุดโทษอีกครั้ง และเป็นฝ่าย ลิเวอร์พูล ที่สามารถชนะไปได้ และเป็นแชมป์สำคัญรายการล่าสุดที่ ลิเวอร์พูล ทำได้

แต่รายการที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล ต้องการมากที่สุดคือแชมป์ลีกของประเทศ หรือพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน ซึ่งปีล่าสุดที่ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ลีกมาได้คือปี 1990 โดยผู้จัดการทีมในตอนนั้นคือ เคนนี ดัลกลิช ซึ่งต่อมาภายหลัง เคนนี่ ดัลกลิช สามารถพาสโมสร แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้ในปี 1994

แต่ในฤดูกาล 2009/10 ลิเวอร์พูล จบอันดับที่ 7 ในพรีเมียร์ลีก ใหไม่ได้ไปแข่งขันในรายการ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก จนทำให้ผู้จัดการทีมอย่าง ราฟาเอล เบนิเตซ ต้องลาออกจากตำแหน่งและแทนที่โดย รอย ฮอดจ์สัน อดีตผู้จัดการของ ฟูแล่ม และในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2010/11 สโมสร ลิเวอร์พูล นั้นเสี่ยงต่อการล้มละลาย เนื่องจากแบกรับหนี้สินเป็นจำนวนมากจากการบริหารงานของ จอร์จ ยิลเลตต์ และ ทอม ฮิกส์ ทำให้ต้องขายสโมสร ลิเวอร์พูล ให้กับ จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี เจ้าของทีม บอสตัน เรด ซ็อกซ์ และนิว อิงแลนด์ สปอร์ตส์ เวนเจอร์ส

ด้วยผลการแข่งขันที่ย่ำแย่ในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ รอย ฮอดจ์สันลาออกจากตำแหน่ง และได้ เคนนี ดัลกลิช กลับมาคุมทีมอีกครั้งและในฤดูกาล 2011/12 ลิเวอร์พูล สามารถคว้าแชมป์ ลีก คัพ ได้สำเร็จเป็นสมัยที่ 8 จากการเอาชนะ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ด้วยการดวลจุดโทษ แต่ในรายการบอลลีก ลิเวอร์พูล จบอันดับที่ 8 ซึ่งเป็นการจบอันดับที่แย่ที่สุดในรอบ 18 ปีของสโมสร ทำให้ต้องปลด เคนนี่ ดัลกลิช ออกจากตำแหน่ง และได้ประกาศแต่งตั้ง เบรนดัน ร็อดเจอร์ส เป็นผู้จัดการทีม

ในฤดูกาล 2013/14 ลิเวอร์พูล มีโอกาสสูงมากที่จะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก สมัยแรกมาได้สำเร็จ โดยในช่วงท้ายฤดูกาลสามารถทำสถิติชนะรวดติดต่อกันถึง 11 นัด และ หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าของทีมในตอนนั้นก็เป็นผู้เล่นที่ยิงประตูได้สูงสุดของพรีเมียร์ลีก ทำให้ ลิเวอร์พูล มีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งของตารางคะแนน แต่ทว่าในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนสิ้นสุดฤดูกาล ลิเวอร์พูล ไปแพ้ต่อ เชลซี และเสมอ คริสตัล พาเลซ ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เป็นรองจ่าฝูงของลีกอยู่ในตอนนั้น แต่แข่งน้อยกว่าหนึ่งนัด สามารถแซงหน้าและคว้าแชมป์ไปได้ในที่สุด

หลังผลงานที่น่าผิดหวังในฤดูกาล 2014/15 ทำให้ ลิเวอร์พูล จบอันดับที่ 6 ในลีกพร้อมกับเริ่มต้นฤดูกาล 2015/16 ได้อย่างย่ำแย่มาก ทำให้ เบรนดัน ร็อดเจอร์ส ถูกปลดออกในเดือนตุลาคม และได้ เจอร์เกน คล็อปป์ เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมโดยเป็นผู้จัดการทีมคนที่สามที่เป็นชาวต่างชาติในประวัติศาสตร์ของ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลแรกของ เจอร์เกน คล็อปป์ ได้พา ลิเวอร์พูล เข้ารอบชิงชนะเลิศ ในรายการบอลถ้วย ลีก คัพ และ ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก แต่จบด้วยการเป็นรองชนะเลิศทั้งสองรายการ

แต่การเข้ามาของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้สร้างรากฐานให้กับสโมสรอย่างมากทั้งการดึงนักเตะหลายคนเข้ามาร่วมทีมในตำแหน่งที่กำลังมีปัญหาตั้งแต่สมัย เบรนดัน ร็อดเจอร์ส อีกทั้งยังดึงนักเตะเป็นสถิติโลกถึง 2 คน จนทำให้ ลิเวอร์พูล ทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยเจอกับ เรอัล มาดริด แต่จากความผิดพลาดของ โลริส คาริอุส ทำให้ ลิเวอร์พูล แพ้ไปอย่างน่าเสียดาย

ถึงจะพลาดแชมป์ไปในฤดูกาลที่แล้ว แต่รากฐานของสโมสรก็ดีขึ้นอย่างมากเลยและแฟนบอลทุกคนพร้อมสนับสนุนนักเตะในทีมอย่างสุดหัวใจด้วยเพลงประจำสโมสรอย่าง You’ll Never Walk Alone ที่จะคอยเตือนใจเสมอว่า แฟนบอล เดอะ ค็อป จะไม่มีวันเดินอย่างเดียวดาย

หากต้องการแทงบอลออนไลน์ แนะนำเลยที่ ufabet เว็บพนันออนไลน์ที่ดีที่สุดในตอนนี้ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษจัดให้เต็มที่ทุกวันต้องที่นี่เท่านั้น คลิกเลย!!!

ประวัตินักเตะคนอื่นๆ และประวัติทีมฟุตบอล (อัพเดทเรื่อยๆ)

Back To Top